วันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2563

บทนำ R

บทนำIntroduction 

การโปรแกรม R คืออะไร What is R Programming?

ประวัติและภูมิหลังของR History and Background of R

ใช้ R ทำอะไรบ้าง What is R used for?

เริ่มต้นการใช้ R Getting Started with R:

ติดตั้ง เริ่มต้นใช้ และเลิกใช้ R Installing, Starting and Stopping R

การดำเนินการไฟล์และรูปแบบไฟล์ File Operations and File Formats

การเขียนโค็ดคำสั่งและเท็กซ์เอดิเตอร์ Writing Code and Text Editors

การโค๊ดคำสั่งใน R Writing R Code

เท็กซ์เอดิเตอร์ของ R  R Text Editors

ไวยากรณ์พื้นฐานของ R Basic R Syntax


การโปรแกรม R คืออะไร
    R คือซอพท์แวร์โปรแกรมฟรีใช้สำหรับการโปรแกรมทางสถิติและงานกราฟิกส์  นักสถิติ นักวิทยาศาสตร์ นักวิเคราะห์ นักทำเหมืองข้อมูล(data miners) และนักคณิตศาสตร์ ใช้การเขียนโปรแกรมด้วย R เพื่อการคำนวณ ทำประชามติ (conduct polls) และการสำรวจ  เป็นซอพท์แวร์ที่มีความสามารถสูง และมีภาษาที่สามารถขยายความสามารถได้ด้วยสภาพแวดล้อมที่สามารถโปรแกรมได้ โดยการเขียนสคริปซ์ที่บรรทัดคำสั่ง (command-line) สูตรต่างๆ ในรูปกระดาษทดคำนวณ  ทำให้ช่วยในการแยกสกัดข้อมูลทางสถิติสำคัญออกจากชุดข้อมูลและแยกออกจากกรฟิกส์ แล้วทำให้ง่ายต่อการวิเคราะห์  R ได้รับการพิจารณาให้เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูล เป็นภาษาการโปรแกรม เป็นตัววิเคราะห์ทางสถิติและเป็นซอพท์แวร์แบบเปิด(open source software) และยังเป็นการประยุกต์เสริมร่วมมือกันสำหรับนักวิทยาศาสตร์สถิติและนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์

ต่อไป เป็นการอธิบายว่าการโปรแกรม R จัดประเภทกลุ่มอย่างไร
เครื่องมือการวิเคราะห์ข้อมมูล Data Analysis Tool – เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับการวิเคราะห์ทางสถิติ
การ มองภาพข้อมูล (data visualization) และการสร้างโมเดลข้อมูล(data models).
ภาษาการโปรแกรม(Programming Language) – เป็นภาษาที่ใช้เขียนสคริปซ์และฟังก์ชัน  Objects, functions, และ operators นำมาใช้เพื่อประมวลผล สร้างข้อมูลและคำนวณข้อมูล. เพียงไม่กี่บรรทัดของรหัสคำั่งที่ใช้ในการคำนวณที่ซับซ้อน
ตัววิเคราะห์ทางสถิติ(Statistics Analyzer) – ฟังชันทั้งหลายนำมาใช้ประจำเพื่อสร้างกราฟิกส์และโมเดลข้อมูล และข้อมูล  วิธีการ(Methods)มีพร้อมให้ใช้ดำเนินการในการวิจัยทางสถิติและการการทำโมเดล(modeling)
ซอพท์แวร์แบบเปิด(Open Source Software) – ผู้ใช้สามารถดาวโหลดและใช้ภาษาที่ให้มาได้ฟรี รวมทั้งการใช้ซอร์สโค๊ดที่ปรับปรุงได้ฟรี หมายความว่าใครๆสามารถใช้วิธีการ และอัลกอริธึม กับระบบและการประยุกต์ใช้อื่นๆ
การประยุกต์ทางคณิตศาสตร์แบบร่วมมือ(Collaborative Mathematical Application) –  โดยอนุญาตให้นักคณิตศาสตร์ นักสถิติ และนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์และอื่นๆร่วมมือกันเป็นเครือข่ายออนไลน์  ผู้ใช้จากชุดทักษะและภูมิหลัง ที่หลากหลาย สามารถร่วมมือช่วยเหลือกันและสื่อสารแลกเปลี่ยนข่าวสารกันและกันในโครงงานต่างๆ

ในชุดของRซอพท์แวร์  ที่บูรณาการด้วยลักษณะต่างๆ สำหรับการคำนวณ การดำเนินการข้อมูล(data manipulation) และแสดงผลเป็นกราฟิกส์

R ยังรวมเอาลักษณะต่างๆดังนี้
  • เครื่องมือที่ให้ผลดีสำหรับดำเนินการและการจัดเก็บข้อมูล(handling and storing data) 
  •  ให้ผลดีในการพัฒนาวิธีการ ที่ต้องการให้การวิเคราะห์ข้อมูลมีปฏิสัมพันธ์ 
  • ที่รวมของเครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูล 
  • มีลักษณะทางกราฟิกส์สำหรับการวิเคราะห์และแสดงผลข้อมูลได้ทางกายภาพหรือโดยกายภาพ( computer or physically) 
  • มีลักษณะการโปรแกรมแบบ (S programming features), เช่น เงื่อนไข การกำหนดฟังก์ชันโดยผู้ใช้ และลูป. 
  • สนับสนุนเลขคณิตเมตริก(matrix arithmetic) และ การโปรแกรมแบบขั้นตอนวิธีการ(procedural programming) ด้วยการใช้ฟังก์ชัน 
  • ประกอบด้วยโครงสร้างข้อมูลที่รวมเอา เวคเตอร์ เมตริก อเรย์ ดาต้าเฟรม(dataframes) และลิสท์  (lists)
  • รวมเอา ออฟเจคซ์ ดังเช่น โมเดลรีเกรสชัน อนุกรมเวลา (time series) และ geo-spatial coordinates.
ในหนังสือนี้ ผู้อ่านจะได้เรียนรู้ลักษณะเหล่านี้มากขึ้นในตัวอย่างและการแสดงในรายละเอียด

ประวัติและภูมิหลังของ R (History and background of R)
การโปรแกรมR ได้สร้างขึ้นโดย Ross Ihaka และ Robert Gentleman ที่มหาวิทยาลัย Auckland ประเทศ นิวซีแลน    ชื่อ R มาจากอักษรตัวแรกของชื่อผู้สร้าง คือ Ross และ Robert  โดยได้แนวการพัฒนามาจากภาษา การโปรแกรม S  ซึ่งยังคงอยู่ในการพัฒนาของทีมหลักเดียวกันในการพัฒนาภาษาโปรแกรม R ในประเทศนิวซีแลนด์  R ปกติแล้วเป็น โครงงาน GNU (GNUs Not Unix) ที่เขียนขึ้นด้วยภาษา C , Fortran และ R   โดย R มีให้ใช้ได้ฟรีภายใต้ไลเซนซ์ สาธารณะ (GNU General Public Licens) และมีให้ใช้ได้ในการรันบนระบบปฏิบัติการวินโดว์  Mac OS X  และระบบปฏิบัติการ Unix

ใช้ R ทำอะไรบ้าง
R ส่วนมากใช้สำหรับ วิชาสถิติและการทำโมเดลข้อมูล (data modeling)  แต่ยังใช้ในการสกัดข้อมูลจากกราฟิกส์เพื่อการวิเคราะห์  ประกอบด้วยแพคเกจซ์แนะนำและมีมาตรฐานที่ใช้สำหรับเก็บฟังก์ชันและชุด  R ใช้ลักษณะต่างๆ จากโปรแกรม S, อันเป็นระบบทางสถิติที่ใช้กันโดยทั่วไปโดยนักสถิติ โดย S ประมวลการวิเคราะห์ทางสถิติเป็นชุดโดยให้ผลลัพธ์เพียงครึ่งทางเท่านั้น (only halfway results) แต่ R จะให้ผลลัพธ์เอ้าพุทขั้นต่ำและเก็บผลลัพธ์ไว้เพื่อประเมินผลภายหลัง  แม้ว่า R ใช้บรรทัดคำสั่งในการนำเข้าสคริปซ์ แต่ยังสนับสนุนการใช้การเชื่อมต่อกับผู้ใช้แบบกราฟิกส์หลายอย่าง (GUIs) ในการจัดการกราฟิกส์และโมเดลข้อมูล  แนวทางที่ง่ายที่สุดในการใช้ผ่านทางเครือข่ายกราฟิกส์ ที่มีอยู่ในระบบวินโดว์ โดยสามารถสร้างสิ่งแวดล้อมแบบวินโดว์, OS X  หรือระบบยูนิกซ์

ตอนนี้ได้ให้ภูมิหลัง R พอสังเขป ต่อไปจะเริ่มต้นการใช้ R


เริ่มต้นใช้ R 
การติดตั้งโปรแกรม R (Installing R) 
เพื่อติดตั้ง R บนคอมพิวเตอร์ จำเป็นต้องดาวโหลดซอพท์แวร์ที่  http://www.r-project.org. หรือที่อื่นที่จัดให้
 1.ที่เว็บไซด์โปรเจค R คลิกที่ ลิงค์“CRAN” ภายใต้ชื่อหัวข้อ Download, Packages  จะเห็นรายการของ  CRAN mirror ไปทางขวา โดยเลือกลืงค์ CRAN Mirror ที่ใช้ได้ในอาณาบริเวณของผู้ใช้ แล้วเพจซ์เครือข่าย “Comprehensive R Archive Network” จะถูกเปิดขึ้น

2. ในหน้า “Comprehensive R Archive Network” ให้เลือกเวอร์ชั่นหนึ่งต่อไปนี้ แลัวทำตามแนวทางที่กำหนดเพื่อให้การติดตั้งสำเร็จ  ให้เลือกเวอร์ชั่นที่ประยุกต์ใช้ได้กับระบบปฏิบัติการเครื่องคอมพิวเตอร์. 1. Download R for Linux
2. Download R for Mac OS X
3. Download R for Windows

หมายเหตุ:  ถ้าติดตั้ง R บนระบบ Windows, ให้เลือก “base” package. สำหรับ Mac OS X, ให้เลือก package ที่ประยุกต์ใช้กับเวอร์ชั่นของระบบปฏิบัติการที่ใช้

เริ่มต้น และ เลิกใช้ R
ในการเริ่มใช้ R, ดับเบิลคลิกที่ไอคอนของโปรแกรม R บนเดสท็อป  คอนโซล R จะถูกเปิดออกมาโดยมีบางข้อความแนะนำ แนะนำให้อ่านข่าวสารนั้นเพื่อเรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับ R  ตอนล่างของข่าวสารข้อความแนะนำ จะเห็นเครื่องหมายเตรียมพร้อมหรือเคอเซอร์ อันเป็นที่ซึ่งผู้ใช้สำหรับเขียนคำสั่ง โดยสามารถแก้ไขคำสั่งที่เพิ่งพิมพ์ไปโดยใช้ลูกศรทางซ้อยและขวา เมื่อต้องการปิดโปรแกรม R หรือเลิกใช้ให้พิมพ์  “q( )”.

ดำเนินการไฟล์และรูปแบบไฟล์ (File Operations and File Formats)
R ใช้ข้อมูลจากรูปแบบ .R, .txt, และไฟล์ .csv   ในการดึงข้อมูลเนื้อของรูปแบบไฟลฺ“filename.R”
ตัวอย่างเช่น
ผู้ใช้เขียนว่า“source(filename.R)” ที่บรรทัดคำสั่ง  เมื่อไฟล์ถูกดึงเข้ามา ระหัสคำสั่งที่มีอยู้ในไฟล์จะรันทำงานตำคำสั่งในไฟล์นั้น  คำสั่ง R เขียนด้วยเท็กซ์ธรรมดาและบันทึกเป็นไฟล์โดยใช้นามสกุล .R   จากนั้นสามารถที่จะรันรหัสคำสั่งจากบรรทัดคำสั่งหรือใน R instance.  ผู้ใช้ยังสามารถจัดการไฟล์จากภายนอกที่ไม่ได้อยู่้ในโฟนเดอร์ปัจจุบัน (current folder ) โดยการเขียนดังตัวอย่าง
 “source(R folder/filename.R)”  ที่บรรทัดคำสั่ง  เมื่อผู้ใช้จะสร้างไฟล์ชนิด R ให้ใช้ชื่อที่สื่อความหมาย ตัวอย่างเช่น “weekly_revenue.R”. ไฟล์ภายนอกนำมาใช้เพื่อเก็บออฟเจ็คข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งจะถูกอ่านเข้ามาเป็นค่าข้อมูลต่างๆ ระหว่างเซสชันการทำงานของ R   ไฟล์อินพุทสามารถที่จะขยายปรับเปลี่ยนโดยใช้เครื่องมือ เช่น  text editors

การเขียนโค๊ดและเท็กเอดิเตอร์ 

การเขียน R โค๊ดให้ได้ดีจำต้องฝึกฝนและอาศัยการแนะนำจากสื่ออ้างอิง เช่นแนวทาง R สไตล์และนักเขียนโค๊ดมืออาชีพของกูเกิล  การเขียนโค๊ด R ที่ง่ายที่สุดโดยอาศัย R เท็กเอดิเตอร์ เช่น R Studio เพราะช่วยให้สามารถจัดการกับข้อมูลขนาดใหญ่  นักสถิติสามารถเข้าใช้โปรแกรมสำหรับดำเนินการข้อมูล รายงานทางสถิติ การวาดพล็อตกราฟและไดอะแกรมด้วยการคลิกไม่กี่คลิก

การเขียนโค๊ดคำสั่งใน R
สิ่งแรกผู้อ่านควรจะจำไว้เมื่อเขียนโค๊ด คือการใช้เครื่องหมายวรรคตอนอย่างเหมาะสม มีหลายวิธีใช้ใส่เครื่องหมายวรรคตอนกับโค๊ดที่เขียน  แต่ผู้เขียนโปรแกรมต้องทำอย่างคงเส้นคงวา  การทำเช่นนี้ช่วยให้ผู้อ่านอื่นๆเข้าใจสไตล์ของผู้เขียนโค๊ด  ต่อไปเป็นบางการชี้แนะสำหรับการเขียน R โค๊ดที่ดี

ชื่อไฟล์ – ชื่อไฟลควรจะจบด้วยนามสกุล R  ตัวอย่างเช่น “filename.r”  และไม่ต้องไม่ใช้อักษรพิมพ์ใหญ่โดยไม่จำเป็น เพราะว่าในบางระบบปฏิบัติการ แคสตัวพิมพ์ ใหญ่เล็ก มีความแตกต่างกัน  ไฟล์ที่จำเป็นต้องรันไปตามลำดับ โดยการใช้ตัวเลขนำหน้าในชื่อ ตัวอย่างเช่น:
   1_daily_revenue.R
   2_weekly_revenue.R
   3_monthly_revenue.R

ชื่อตัวแปรและชื่อฟังก์ชัน - ให้เขียนชื่อตัวแปรและฟังก์ชันด้วยตัวอักษรตัวพิมพ์เล็ก และใช้ขีดล่างในการแยกคำ ตัวอย่างเช่น  “room_rate”. ชื่อตัวแปรควรเป็นคำนาม และชื่อฟังก์ชันความเป็นกริยา ไม่ใช้ชื่อตามที่มีการกำหนดกันไว้แล้วทั้งที่เป็นตัวแปรและฟังก์ชัน  ผู้เขียนโปรแกรมไม่ต้องการที่จะทำให้ผู้อ่านสับสน
สเปสซ์  – สเปสซ์หรือช่องว่างวางไว้ระหว่างตัวดำเนินการหรือโอเปอร์เรเตอร์ (infix operators) (+, =, -), หลังเครื่องหมายคอมม่า ก่อนทางซ้ายวงเล็ป (นอกจากการเรียกใช้ฟังชัน (function calls) และใช้สเปสซ์หลังเครื่องหมายคอมม่าเสมอ  ถือว่ายังทำได้ที่วางสเปสซ์เพิ่มเติมระหว่างระหว่างการกำหนดค่า assignments (<-) และเครื่องหมายเท่ากับ (=) เพื่อทำให้โค๊ดที่เขียนขึ้นชัดเจนและสามารถอ่านได้ อย่าใช้สเปสซ์โดยรอบโค๊ดในวงเล็บ วงเล็บเหลี่ยม,:, ::, และ :::. ต่อไปเป็นตัวอย่างบางอย่างเมื่อใช้สเปสซ์และไม่ใช้สเปสซ์ 
   sum(1, 3, 5) – ไม่มีสเปสซ์หรือช่องว่าในการเรียกใช้ฟังก์ชัน นอกจากหลังคอมม่า
   23 + 5 - 4  -  สเปสซ์ระหว่างตัวดำเนินการ
              sum::get – ไม่มีสเปสซ์กับโคลอน(:) ดับเปิลโคลอน(::) หรือทริปเปิลโคลอน(:::).
              total = a + b + c –  สเปสซ์เพิ่มเติมเพื่อช่วยให้การอ่านง่ายขึ้น และการจัดวางที่ดูดี
              coordinates[5,1] – ไม่มีสเปสซ์โดยรอบโค๊ดในวงเล็บ.

วงเล็บปีกกา(Curly braces) – วงเล็บเปิดและวงเล็บปิด ควรจะบรรทัดของตัวเอง และต้องตามด้วยบรรทัดใหม่ ถ้าวงเล็บปิดตามด้วย else,  ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีบรรทัดตัวเอง  โค๊ดที่อยู่ในวงเล็บต้องย่อหน้า ต่อไปเป็นตัวอย่าง  วิธีการเขียนโค๊ดกับวงเล็บ
.              if (x < 5 && sum)
              {   write("X is a Coordinate") }
              if (y == 0)
              {   get(y) } else { x > y }

Line statements – ผู้เขียนสามารถเขียนประโยคสั้นๆ ในบรรทัดเดียวกัน แต่พยายามจำกัดโค๊ดให้มีประมาณ 80อักขระต่อบรรทัด  if (x < 5 && sum) write("X is a Coordinate")

Indenting Code – ให้ใช้ 2 สเปสซ์ในการย่อหน้าโค๊ด และต้องไม่ใช้แท๊บ หรือผสมแท็บและสเปสซ์  อย่างไรก็ตาม ถ้าการนิยามฟังก์ชันใช้หลายบรรทัด แล้วให้ย่อหน้าในบรรทัดที่ 2   ตัวอย่างเช่น: calculate(x = "a + b",                           
                            y = "40 - 19",                           
                            z = "30 + 2 - 9")

Functions – ให้ใช้กริยาสำหรับชื่อฟังก์ชัน  ให้ใช้ฟังก์ชัน return() สำหรับการหลับตอนต้น และให้ใช้บรรทัดสูงสุด 20-30 ฟังก์ชันโดยประมาณบนจอภาพหนึ่ง

Comments – ให้คอมเมนต์แต่ละบรรทัดของโค๊ดของผู้เขียนด้วยเครื่องหมายคอมเมนต์ (#). ให้ใช้แดสซ์มากขึ้น(--) or (=)  เพื่อแบ่งไฟล์ของผู้เขียนโค๊ด ก็จะทำให้สามารถอ่านได้ง่าย  โดยที่ผู้เขียนโค๊ดสามารถวางคอมเมนต์ที่ใดก็ได้ในไฟล to

# Calculate weekly numbers ---------
# Plot coordinates ---------------
การเขียนโค๊ดได้อย่างถูกต้องนั้นได้มาจากการฝึกฝน  แต่สำหรับผู้เริ่มต้นใช่้ R สามารถจะปฏิบัติตามแนวทางที่แนะนำง่ายๆ ในการเริ่มต้น

การใช้เท็กเอดิเตอร์ 
จะทำให้ง่ายขึ้นมากในการเขียนโค๊ดแบบ GUI  (Graphical User Interface) เพราะว่าจะเขียนโค๊ดได้เร็วกว่าและง่ายกว่า  แม้ว่านักสถิติและนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ชอบมากว่าที่จะเขียนที่บรรทัดคำสั่งของคอนโซล R  สำหรบคนที่ชอบมากกว่าที่จะเขียนโค๊ด R ในไฟล์ที่แยกออกไปต่างหาก ซึ่งจำเป็นต้องใช้เท็กเอดิเตอร์  เท็กซ์เอดิเตอร์ในระบบปฏิบัติการมักจะถูกนำมาใช้  แต่เอดิเตอร์เฉพาะจัดให้เพื่อบูรณากรกับการเขียนโปรแกรมR  รายการของเท็กเอดิเตอร์ของการเขียนโค๊ดโปรแกรม R
Tinn-R – เอดิเตอร์นี้ง่ายต่อการใช้ GUI text editor สำหรับการโปรแกรม R ในระบบวินโดว์
RKward – เท็กซ์เอดิเตอร์ R ที่ใช้งานง่าย ทำงานได้ดีกับสิ่งแวดล้อม GNU/Linux, Windows, และ Mac OS X  และขยายขอบเขตได้ใน IDE/GUI สำหรับ R.
RStudio – เอดิเตอร์นี้เป็นเครื่องมือที่ออกแบบอำนวยความสะดอกให้ผู้ใช้อย่างดี ที่คล้ายคลึงกับRKward, แต่งง่ายกว่าในการใช้งาน และยังใช้ได้ดีกับสิ่งแวดล้อมของระบบปฏิบัติการ Mac OS X, Windows, และ Linux
JGR – เอดิเตอร์นี้คล้ายกับ RStudio ด้วยความคล้ายคลึงกับ GUI ที่บูรณาการกับคอนโซลบรรทัดคำสั่ง ของ R
Emacs with ESS (“Emacs Speaks Statistics) – มีส่วนแพคเกจที่ทำงานร่วมกับสิ่งแวดล้อมแบบ Unix, Linux, Windows และ Mac OS X
มีเท็กซ์เอดิเตอร์หลายอย่างที่ผู้ใช้สามารถใช้ได้ในการเขียนโค๊ด R แต่เอดิเตอร์เหล่านี้ใช้โดยนักสถิติและนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์

ไวยากรณ์พื้นฐานของ R   Basic R Syntax

R มีไวยากรณ์ที่ง่ายเป็นภาษาแบบนิพจน์อย่างหนึ่ง เป็นยูนิกแพคเกจที่มีcase sensitive ดังนั้น "A" ไม่เหมือนกับ"a" เมื่ออ้างถึงตัวแปร ไวยากรณ์ของสัญลักษณ์อาจเปลี่ยนฐานได้ตามประเทศและระบบปฏิบัติการ สัญลักษณ์เลขอักษร (alphanumeric)ทั้งหมดยอมให้มีได้ (เหล่านี้รวมทั้งตัวอักษรออกเสียงที่ใช้ในบางประเทศ) คำสั่งอย่างง่ายไม่เป็นนิพจน์ก็เป็นคำสั่งกำหนดค่า.
  1 + 1 –  นีคือนิพจน์.
  mean_average <- average(1, 5, 7, 19) – นี้คือการกำหนดค่า

คำสั่งจัดให้แยกกันด้วยเซมีโคลอนหรือบรรทัดคำสั่งใหม่  คำสั่งอย่างง่ายมักจัดกลุ่มด้วยวงเล็บปีกาเปิดและปิด      ({ }). เมื่อคำสั่งยังไม่สมบูรณ์ R จะใส่เครื่องหมายเตรียมพร้อมโดยดีฟอลท์

ต่อไปเป็นชนิดต่างๆกันของนิพจน์ที่ใช้ใน R
ตัวคงที่(Constants) – ตัวคงที่เป็นตัวเลขหรือเท็กซ์ใดๆ ในคอนโซลของ R  มีตัวคงที่อยู่ 5 ชนิดคือ จำนวนเต็ม, ตรรกะ, สตริง, จำนวนตัวเลข และจำนวนเชิงซ้อน   ต่อไปเป็นตัวอย่างของตัวคงที่สตริง
"R programming!"

ตัวดำเนินการเลขคณิต(Arithmetic operators) -  ตัวกระทำเลขคณิต ดังเช่น เครื่องหมายบวก (+), ตัวกระทำลบtion (-), ตัวดำเนินการหาร (/), ตัวดำเนินการคูณ (*), ตัวดำเนินการหารจำนวนเต็ม (%/%), หารหาเศษของจำนวนเต็ฒ(remainder for integer division) (%% modulo arithmetic) และ ตัวดำเนินการเอ็กโพเนนชิเอชัน(^) ต่างก็เป็นตัวดำเนินการที่ใช้ในการเขียนโปรแกรม R  ต่ำไปเป็นตัวอย่างตัวดำเนินการบวก
1 + 1

ตัวดำเนินการเปรียบเทียบและตรรกะ (Logical and Comparison operators) – ตัวดำเนินการทางตรรก เช่น  || (or) และ && (and) ใช้ในการเชื่อมค่าทางตรรก เพื่อให้ได้ผลทางตรรกะ หนึ่ง  ตรรก ! (not) คือค่าให้เป็นลบของค่าทางตรรก ตัวดำเนินการเปรียบเทียบ (<, >, <=, >=, ==, and !=) นำมาใช้เพื่อเปรียบเทียบค่าในเวคเตอร์เพื่อหาว่า เวคเตอร์หนึ่งใหญ่กว่า เล็กหว่า หรือ เท่่ากับอีกเวคเตอร์หรือไม่  ตัวดำเนินการ % ในตัวดำเนินการ% นำมาใช้เพื่อหาว่ามีการ match หรือไม่ระหว่างโอเปอร์แรนด์ทางซ้ายและขวา อันก่อให้เกิดเวคเตอร์ทางตรรก  ต่อไปเป็นตัวอย่าง การดำเนินการมากกว่า
a > 6

การเรียกใช้ฟังก์ชัน(Function calls) – การเรียกใช้ฟังก์ชันนั้นมีจำนวนใดๆเป็นอาร์กูเมนต์ด้วยชื่อเดียวกัน   ตัวอย่างเช่น functionName(argument1, argument2). ต่อไปเป็นตัวอย่างของการเรียกใช้ฟังก์ชัน: sqrt(7*3+3)

สัญลักษณ์และการกำหนดค่า(Symbols and assignments) – ถ้าไม่ใช่หลักตัวเลขหรือคีย์เวิรดเฉพาะแล้ว ก็จะเป็นสัญลักษณ์ ค่าต่างๆ สามารถกำหนดด้วยตัวกระทำ <-  ต่อไปเป็นตัวอย่างการกำหนดค่า ดังนี้: combineA <- c(3,5,7,9)

ลูป(Loops) - ลูปหนึ่งๆ ใช้สำหรับกำทำงานซ้ำของกลุ่มนิพจน์(expressions) สำหรับลูปที่ใช้รันนิพจน์สำหรับเป็นจำนวนครั้งเฉพาะ นิพจน์นั้นรันไปตามลำดับ ขณะที่ลูปทำงานจนกระทั่งเงื่อนไขไม่เป็นจริงหรือเท็จ และก่อให้เกิดค่าทางตรรก หนึ่ง  ต่อไปเป็นตัวอย่างสำหรับการทำงานลูปหนึ่ง
 for (x in 1:20)
{ sqr[x]^2 }

นิพจน์เงื่อนไข(Conditional expressions) – นิพจน์เงื่อนไขใช้ในการสร้างนิพจน์ที่ขึ้นอยู่กับกับเงื่อนไข เงื่อนไขควรสร้างค่าตรรกหนึ่ง และควรจะรันได้ถ้าเงื่อนไขเป็นจริง วงเล็บปีกกาอาจนำมาใช้หรือไม่ใช้ก็ได้   R ใช้ประโยคคำสั่ง if, else เพื่อเขียนนิพจน์เงื่อนไข ต่อไปเป็นตัวอย่างของนิพจน์เงื่อนไข
if( x < 0.07)
{ x <- x * 2
sqrt(x)}


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

โครงสร้างควบคุม ใน R

โครงสร้างควบคุม (Control Structures) โครงสร้างควบคุมใช้เพื่อควบคุมการไหลของประโยคคำสั่งที่ถูกสั่งให้ทำงานโดยตัวแปลของ R  โดยรวมประโยคคำสั...